วันศุกร์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

บันทึกอนุทิน ครั้งทที่ 7

วิชา  การจัดประสบการณ์การศึกษาเเบบเรียนรวมสำหรับเด็กปฐมวัย
( Inclusive Education Experiences Management for Early Childhood )
อารจารย์ผู้สอน  อ.กฤต  แจ่มถิน
ประจำวัน  พุธที่   9   มีนาคม  2559
  เวลา  08.30 -12.30 น.
กลุ่ม  102  ห้อง 224

Knowledge  (ความรู้)

              ประเภทของเด็กที่มีความต้องการพิเศษ

 เด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์ (Children with Behavioral and EmotionalDisorders)
  1. มีความรู้สึกนึกคิดที่ผิดไปจากปกติ
  2. แสดงออกถึงความต้องการทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น
  3. มีความเชื่อมั่นในตนเองต่ำ
  4. เด็กที่มีการควบคุมอารมณ์ให้อยู่ในสภาพปกตินาน ๆ ไม่ได้
  5. เด็กที่ควบคุมพฤติกรรมบางอย่างของตนเองไม่ได้
  6. ทำให้ไม่สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างเรียบร้อย

   ลักษณะของเด็กบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์
  1. ความวิตกกังวล (Anxiety) ซึ่งทำให้เด็กมีนิสัยขี้กลัว
  2. ภาวะซึมเศร้า (Depression) มีความเศร้าในระดับที่สูงเกินไป
  3. ปัญหาทางสุขภาพ และขาดแรงกระตุ้นหรือความหวังในชีวิต 

   การจำแนกเด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์ ตามกลุ่มอาการ
          
     ด้านความประพฤติ (Conduct Disorders)
  1. ทำร้ายผู้อื่น ทำลายสิ่งของ ลักทรัพย์
  2. ฉุนเฉียวง่าย หุนหันพลันแล่น และเกรี้ยวกราด
  3. กลับกลอก เชื่อถือไม่ได้ ชอบโกหก ชอบโทษผู้อื่น
  4. เอะอะและหยาบคาย
  5. หนีเรียน รวมถึงหนีออกจากบ้าน
  6. ใช้สารเสพติด
  7. หมกมุ่นในกิจกรรมทางเพศ

     ด้านความตั้งใจและสมาธิ (Attention and Concentration) 
  1. จดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งในระยะสั้น (Short attention span) อาจไม่เกิน 20 วินาที
  2. ถูกสิ่งต่างๆ รอบตัวดึงความสนใจได้ตลอดเวลา
  3. งัวเงีย ไม่แสดงความสนใจใดๆ รวมถึงมีท่าทางเหมือนไม่ฟังสิ่งที่ผู้อื่นพูด
     สมาธิสั้น (Attention Deficit)
  1. มีลักษณะกระวนกระวาย ไม่สามารถนั่งนิ่งๆ ได้ หยุกหยิกไปมา
  2. พูดคุยตลอดเวลา มักรบกวนหรือเรียกร้องความสนใจจากผู้อื่น
  3. มีทักษะการจัดการในระดับต่ำ
     การถอนตัวหรือล้มเลิก (Withdrawal)
  1. หลีกเลี่ยงการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น และมักรู้สึกว่าตนเองด้อยกว่าผู้อื่น
  2. เฉื่อยชา และมีลักษณะคล้ายเหนื่อยตลอดเวลา
  3. ขาดความมั่นใจ ขี้อาย ขี้กลัว ไม่ค่อยแสดงความรู้สึก
     ความผิดปกติในการทำงานของร่างกาย(Function Disorder)
  1. ความผิดปกติเกี่ยวกับพฤติกรรมการกิน (Eating Disorder)
  2. การอาเจียนโดยสมัครใจ (Voluntary Regurgitation)
  3. การปฏิเสธที่จะรับประทาน
  4. รับประทานสิ่งที่รับประทานไม่ได้
  5. โรคอ้วน (Obesity)
  6. ความผิดปกติของการขับถ่ายทั้งอุจจาระและปัสสาวะ (Elimination Disorder)
     ภาวะความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์ระดับรุนแรง
  1. ขาดเหตุผลในการคิด
  2. อาการหลงผิด (Delusion)
  3. อาการประสาทหลอน (Hallucination)
  4. พฤติกรรมการทำร้ายตัวเอง
     สาเหตุ
  1. ปัจจัยทางชีวภาพ (Biology)
  2. ปัจจัยทางจิตสังคม (Psychosocial)
     ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อเด็ก
  1. ไม่สามารถเรียนหนังสือได้เช่นเด็กปกติ
  2. รักษาความสัมพันธ์กับเพื่อนหรือกับครูไม่ได้
  3. มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เมื่อเทียบกับเด็กในวัยเดียวกัน
  4. มีความคับข้องใจ มีความเก็บกดอารมณ์
  5. แสดงอาการทางร่างกาย เช่น ปวดศีรษะ ปวดตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
  6. มีความหวาดกลัว
  เด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรม ซึ่งจัดว่ามีความรุนแรงมาก
  • เด็กสมาธิสั้น (Children with Attention Deficit and Hyperactivity Disorders)
  • เด็กออทิสติก (Autistic) หรือ ออทิสซึ่ม (Autisum)
                เด็กสมาธิสั้น (Children with Attention Deficit Hyperactivity Disorders)
ADHD เป็นภาวะผิดปกติทางจิตเวช  มีลักษณะเด่นอยู่ 3 ประการ คือ
  • Inattentiveness
  • Hyperactivity
  • Impulsiveness
  Inattentiveness สมาธิสั้น
  1. ทำอะไรได้ไม่นาน วอกแวก ไม่มีสมาธิ
  2. ไม่สามารถจดจ่อกับงานที่กำลังทำได้นานเพียงพอ
  3. มักใจลอยหรือเหม่อลอยง่าย
   Hyperactivity ซนไม่อยู่นิ่ง
  1. ซุกซนไม่ยอมอยู่นิ่ง ซนมาก
  2. เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา
  3. เหลียวซ้ายแลขวา
   Impulsiveness หุนหันพลันแล่น
  1. ยับยั้งตัวเองไม่ค่อยได้ มักทำอะไรโดยไม่ยั้งคิด วู่วาม
  2. ขาดความยับยั้งชั่งใจ
  3. ไม่อดทนต่อการรอคอย หรือกฎระเบียบ
เด็กพิการซ้อน (Children with Multiple Handicaps)
  1. เด็กที่มีความบกพร่องที่มากกว่าหนึ่งอย่าง เป็นเหตุให้เกิดปัญหาขัดข้องในการเรียนรู้อย่างมาก
  2. เด็กปัญญาอ่อนที่สูญเสียการได้ยิน
  3. เด็กปัญญาอ่อนที่ตาบอด
  4. เด็กที่ทั้งหูหนวกและตาบอด
Skill  (ทักษะ)

      - ทักษะการคิดวิเคราะห์
      - ทักษะการตอบคำถาม


    Application  (การประยุกต์ใช้)

           นำความรู้ที่ได้เรียนไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนกับเด็กพิเศษ  เราจะต้องจัดการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับอาการของเด็กเเต่ละคน สอนให้เด็กเข้าใจและสอนให้เด็กสามารถช่วยเหลือตนเองในชีวิตประจำวันได้  เมื่อเด็กมีอาการกำเริบเราสามารถนำความรู้ที่มีมาปฐมพยาบาลเบื้องต้นได้


    Technical  Education  (เทคนิคการสอน)
     
        - เทคการใช้สื่อในการสอน
        -เทคนิคการอธิบาย
        - เทคนิคการใช้ตัวอย่าง


     Evaluation (การประเมิน)

        Self  :  ตั้งใจเรียน   แต่งกายเรียบร้อย  เข้าใจในเนื้อหาที่เรียน
        Friend  :  ตั้งใจเรียน   ให้ความร่วมมือในการตอบคำถาม
        Teacher  :  อาจารย์สอนเข้าใจง่าย  โดยการยกตัวอย่างประกอบ  และมีการให้ความรู้เพิ่มเติมนอกสไลด์
บันทึกอนุทิน ครั้งที่ 6

วิชา  การจัดประสบการณ์การศึกษาเเบบเรียนรวมสำหรับเด็กปฐมวัย
( Inclusive Education Experiences Management for Early Childhood )
อารจารย์ผู้สอน  อ.กฤต  แจ่มถิน
ประจำวัน  พุธที่   24   กุมภาพันธ์  2559
  เวลา  08.30 -12.30 น.
กลุ่ม  102  ห้อง 224





***ไม่มีการเรียนการสอนเนื่องจากเป็นสัปดาห์เเห่งการสอบกลางภาค*** 
ภาคเรียนที่  1   ปีการศึกษา  2559

บันทึกอนุทิน ครั้งที่ 5

วิชา  การจัดประสบการณ์การศึกษาเเบบเรียนรวมสำหรับเด็กปฐมวัย
( Inclusive Education Experiences Management for Early Childhood )
อารจารย์ผู้สอน  อ.กฤต  แจ่มถิน
ประจำวัน  พุธที่   17   กุมภาพันธ์  2559
  เวลา  08.30 -12.30 น.
กลุ่ม  102  ห้อง 224

Knowledge  (ความรู้)

 ประเภทของเด็กที่มีความต้องการพิเศษ

    เด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ (Children with Learning Disabilities)
  1. เรียกย่อๆ ว่า L.D. (Learning Disabilities)
  2. เด็กที่มีปัญหาทาการเรียนรู้เฉพาะอย่าง
  3. ไม่นับรวมเด็กที่มีปัญหาเพียงเล็กน้อยทางการเรียน เด็กมีปัญหาเนื่องจากความพิการ หรือความบกพร่องทางร่างกาย
     สาเหตุของ L.D.
    ความผิดปกติของการทำงานของสมองที่ไม่สามารถถอดรหัสตัวอักษรออกมาได้ (เชื่อม           โยงภาพตัวอักษรเข้ากับเสียงไม่ได้)         
     กรรมพันธุ์
     1.ด้านการอ่าน (Reading Disorder)
  1. อ่านหนังสือช้า ต้องสะกดทีละคำ
  2. อ่านออกเสียงไม่ชัด ออกเสียงผิด หรืออาจข้ามคำที่อ่านไม่ได้ไปเลย
  3. ไม่เข้าใจเนื้อหาที่อ่าน หรือจับใจความสำคัญไม่ได้
 ลักษณะของเด็ก L.D. ด้านการอ่าน
  1. อ่านช้า อ่านคำต่อคำ ต้องสะกดคำจึงจะอ่านได้
  2. อ่านออกเสียงไม่ชัดเจน
  3.  เดาคำเวลาอ่าน
  4. อ่านข้าม อ่านเพิ่มคำ อ่านผิดประโยคหรือผิดตำแหน่ง
  5. อ่านโดยไม่เน้นคำ หรือเน้นข้อความบางตอน
  6. ผันเสียงวรรณยุกต์ไม่ได้
  7. ไม่รู้ความหมายของเรื่องที่อ่าน
  8. เล่าเรื่องที่อ่านไม่ได้ จับใจความสำคัญไม่ได้

     2.ด้านการเขียน (Writing Disorder)
  1. เขียนตัวหนังสือผิด สับสนเรื่องการม้วนหัวอักษร เช่น ม เป็น น หรือจาก ภ เป็น ถ เป็นต้น
  2. เขียนตามการออกเสียง เช่น ประเภท เขียนเป็น ประเพด
  3. เขียนสลับ เช่น สถิติ เขียนเป็น สติถิ

     ลักษณะของเด็ก L.D. ด้านการเขียน
  1. ลากเส้นวนๆ ไม่รู้ว่าจะม้วนหัวเข้าในหรือออกนอก ขีดวนๆ ซ้ำๆ
  2. เรียงลำดับอักษรผิด เช่น สถิติ เป็น สติถิ
  3. เขียนพยัญชนะหรือตัวเลยสลับกัน
         เช่น  ม-น,ภ-ถ,ด-ค,พ-ผ,b-d,p-q,6-9 
  4. เขียนพยัญชนะ ก-ฮ ไม่ได้แต่บอกให้เขียนเป็นตัวๆ ได้
  5. เขียนพยัญชนะ หรือ ตัวเลขกลับด้าน คล้ายมองจากกระจกเงา
  6. เขียนคำตามตัวสะกด เช่น เกษตร เป็น กะเสด
  7. จับดินสอหรือปากกาแน่นมาก *เขียนกดแรง มีลอยลบบ่อยเวลาเขียน
  8. สะกดคำผิด โดยเฉพาะคำพ้องเสียง ตัวสะกดแม่เดียวกัน ตัวการันต์
  9. เขียนหนังสือช้า เพราะ กลัวสะกดผิด
  10. เขียนไม่ตรงบรรทัด ขนาดตัวอักษรไม่เท่ากีน ไม่เว้นขอบ ไม่เว้นช่องไฟ
  11. ลบบ่อยๆ เขียนทับคำเดิมหลายครั้ง

     3.ด้านการคิดคำนวณ (Mathematics Disorder) 
  1. ตัวเลขผิดลำดับ
  2. ไม่เข้าในเรื่องราวการทดเลขหรือการยืมเลขเวลาทำการบวกหรือลบ
  3. ไม่เข้าใจหลักเลขหน่วย สิบ ร้อย
  4. แก้โจทย์ปัญาเลขไม่ได้
     ลักษณะของเด็ก L.D. ด้านการคำนวณ
  1. ไม่เข้าใจค่าของตัวเลขเช่นหลักหน่วยสือ ร้อย พัน หมื่น เป็นเท่าใด
  2. นับเลขไปข้างหน้าหรือถอยหลังไม่ได้
  3. คำนวณบวก ลบ คูณ หาร โดยการนับนิ้ว
  4. จำสูตรคูณไม่ได้
  5. เขียนเลขกลับกันเช่น 13 เป็น 31
  6. ทดไม่เป็นยืมไม่เป็น
  7. ตีโจทย์เลขไม่ออก
  8. คำนวณเลขจากซ้ายไปขวาแทนที่จะทำจากขวาไปซ้าย
  9. ไม่เข้าในเรื่องเวลา

     4.หลาย ๆ ด้านร่วมกัน เขียน/อ่าน/คำนวณ

    อาการที่มักเกิดร่วมกันกับ L.D. 
  1. แยกแยะขนาดสีและรูปร่างไม่ออก
  2. มีปัญหาความเข้าใจเกี่ยวกับเวลา
  3. เขียน/อ่านตัวอักษรสลับซ้าย-ขวา
  4. งุ่มง่ามการประสานงานของกล้ามเนื้อไม่ดี
  5. การประสานงานของสายตา-กล้ามเนื้อไม่ดี 
  6. สมาธิไม่ได้ (เด็ก L.D. ร้อยละ 15-20 มีสมาธิสั้น ADHD ร่วมด้วย)
  7. เขียนตามแบบไม่ค่อยได้
  8. ทำงานช้า
  9. การวางแผนงานและจัดระบบไม่ดี
  10. ฟังคำสั่งสับสน
  11. คิดแบบนามธรรมหรือคิดแก้ปัญหาไม่ค่อยดี
  12. ความคิดสับสนไม่เป็นขั้นตอน
  13. ความจำระยะสั้น/ยาวไม่ดี
  14. ถนัดซ้ายหรือถนัดทั้งซ้ายและขวา
  15. ทำงานสับสนไม่เป็นข้ันตอน

   ออทิสติก (Autistic)
  1. หรือ ออทิซึ่ม (Autism)
  2. เด็กที่ไม่สามารถมีปฏสัมพันธ์กับผู้อื่น
  3. ไม่สามารถเข้าใจคำพูด ความรู้สึกและความต้องการของผู้อื่น
  4. ไม่สามารถที่จะสื่อสารกับคนรอบข้างและสังคม
  5. เด็กออทิสติกแต่ละคนจะมีเอกลักษณ์ของตนเอง
  6. ติดตัวเด็กไปตลอดชีวิต
ลักษณะของเด็กออทิสติก
  1. อยู่ในโลกของตนเอง *คิดอะไรในหัวเยอะ
  2. ไม่เข้าไปหาใครเพื่อให้ปลอบใจ
  3. ไม่เข้าไปเล่นในกลุ่มเพื่อน
  4. ไม่ยอมพูด
  5. เคลื่อนไหวแบบซ้ำๆ
เกณฑ์การวินิจฉัยออทิสติกองค์การอนามัยโลกและสมาคมจิตแพทย์อเมริกา

     ความผิดปกติของปฏิสัมพันธ์ทางสังคม อย่างน้อย 2 ข้อ
  1. ไม่สามารถใช้ภาษาท่าทางสื่อสารทางสังคมกับบุคคลอื่น
  2. ไม่สามารถสร้างสัมพันธ์ภาพกับบุคคลให้เหมาะสมตามวัย
  3. ขาดความสามารถในการแสวงหาการมีกิจกรรม ความสนใจ และความสนุกสนานร่วมกับผู้อื่น
  4. ขาดทักษะการสื่อสารทางสังและทางอารมณ์กับผู้อื่น
     ความผิดปกติด้านการสื่อสาร อย่างน้อย 1 ข้อ
  1. มีความล่าช้าหรือไม่มีการพัฒนาในด้านภาษาพูด
  2. ในรายที่สามารถพูดได้แต่ไม่สามารถที่จะเริ่มต้นบทสนทนาหรือโต้ตอบบทสนทนากับผู้อื่นได้อย่างเหมาะสม
  3. พูดซ้ำๆ หรือมีรูปแบบจำกัดในการใช้ภาษา เพื่อสื่อสารหรือส่งเสียงไม่เป็นภาษาอย่างไม่เหมาะสม
  4. ไม่สามารถเล่นสมมุติหรือลอกตามจินตนาการได้เหมาะสมกับระดับพัฒนาการ
     มีพฤติกรรม ความสนใจ และกิจกรรที่ซ้ำๆ และจำกัด อย่างน้อย 1 ข้อ 
  1. มีความสนใจที่ซ้ำๆ อย่างผิดปกติ
  2. มีกิจวัตรประจำวันหรือกฎเกณฑ์ที่ต้องทำไม่สามารถยืดหยุ่นได้ ถึงแม้ว่ากิจวัตรหรือกฎเกณฑ์นั้นจะไม่มีประโยชน์
  3. มีการเคลื่อนไวร่างกายซ้ำๆ
  4. สนในเพียงบางส่วนของวัตถุ
 พฤติกรรมทำซ้ำ
  1. นั่งเคาะโต๊ะ หรือโบกมือนานเป็นชั่วโมง
  2. นั่งโยกหน้าโยกหลังเป็นเวลานาน
  3. วิ่งเข้าห้องนี้ไปห้องโน้น
  4. ไม่ยอมให้เปลี่ยนสิ่งแวดล้อม
     พบความผิดปกติ อย่างน้อย 1 ด้าน (ก่อนอายุ 3 ขวบ) 
  1. ปฏิสัมพันธ์ทางสังคม
  2. การใช้ภาษาเพื่อสื่อความหมาย
  3. การเล่นสมมติหรือการเล่นตามจินตนาการ
Autistic Savant ออทิสติกอัจฉริยะ
  1. กลุ่มที่คิดด้วยภาพ (Visual Thinker)
  2. จะใช้การคิดแบบอุปนัย (Bottom up Thinking)
  3. กลุ่มที่คิดโดยไม่ใช้ภาพ (Music,Math and Memory Thinker)
    จะใช้การคิดแบบนิรนัย (Top down Thinking)
Skill  (ทักษะ)

      - ทักษะการคิดวิเคราะห์
      - ทักษะการตอบคำถาม


    Application  (การประยุกต์ใช้)

           นำความรู้ที่ได้เรียนไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนกับเด็กพิเศษ  เราจะต้องจัดการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับอาการของเด็กเเต่ละคน สอนให้เด็กเข้าใจและสอนให้เด็กสามารถช่วยเหลือตนเองในชีวิตประจำวันได้  เมื่อเด็กมีอาการกำเริบเราสามารถนำความรู้ที่มีมาปฐมพยาบาลเบื้องต้นได้


    Technical  Education  (เทคนิคการสอน)
     
        - เทคการใช้สื่อในการสอน
        -เทคนิคการอธิบาย
        - เทคนิคการใช้ตัวอย่าง


     Evaluation (การประเมิน)

        Self  :  ตั้งใจเรียน   แต่งกายเรียบร้อย  เข้าใจในเนื้อหาที่เรียน
        Friend  :  ตั้งใจเรียน   ให้ความร่วมมือในการตอบคำถาม
        Teacher  :  อาจารย์สอนเข้าใจง่าย  โดยการยกตัวอย่างประกอบ  และมีการให้ความรู้เพิ่มเติมนอกสไลด์

วันเสาร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

บันทึกอนุทิน ครั้งที่ 4
วิชา  การจัดประสบการณ์การศึกษาเเบบเรียนรวมสำหรับเด็กปฐมวัย
( Inclusive Education Experiences Management for Early Childhood )
อารจารย์ผู้สอน  อ.กฤต  แจ่มถิน
ประจำวัน  พุธที่   3   กุมภาพันธ์  2559
  เวลา  08.30 -12.30 น.
กลุ่ม  102  ห้อง 224


เนื้อหาความรู้ที่เรียน

  ประเภทของเด็กที่มีความต้องการพิเศษ

เด็กที่มีความบกพร่องทางการพูด
หมายถึง เด็กที่มีความบกพร่องซึ่งเกิดจากการพูดผิดปกติในด้านความชัดเจนในการปรับปรุงแต่งระดับคุณภาพของเสียง จังหวะและขั้นตอนของเสีบงพูด
1.ความบกพร่องในด้านการปรุงเสียง
2.ความบกพร่องของจังหวะและขั้นตอนของเสียงพูด
3.ความบกพร่องงของเสียงพูด

เด็กที่มีความบพร่องทางภาษา
หมายถึง การขาดความสามารถที่จะเข้าใความหมายของคำพูดหรือไม่สามารถแสดงความคิดออกมาเป็นถ้อยคำได้
1.พัฒนาการทางภาษาช้ากว่าวัย
2.ความผิดปกติทางด้านการพูดและภาษาอันเนื่องมาจากพยาธิสภาพโดยทั่วไปเรียกว่า Dysphasia หรือ aphasia

เด็กที่มีความบกพร่องทางด้านร่างกายและสุขภาพ




1.โรคลมชัก

2.โปลิโอ



3.โรคทางเดินหายใจ
4.โรคหัวใจ
5.โรคเบหวาน เป็นต้น

ลักษณะของเด็กบกพร่องทางร่างกายและสุขภาพ
  • มีปัญหาเกี่ยวกับการทรงตัว
  • ท่าเดินคล้ายกรรไกร
  • เดินกะเผลกขา หรืออืดอาดเชื่องช้า
  • ไอเสียงแห้งบ่อยๆ
  • มักบ่นเจ็บหน้าอก บ่นปวดหลัง
  • หน้าแดงง่าย มีสีเขียวจากบนแก้ม ริมฝีปากหรือปลายนิ้ว
  • หกล้มบ่อยๆ
  • หิวและกระกายน้ำอย่างเกินกว่าเหตุ

Skill  (ทักษะ)

      - ทักษะการคิดวิเคราะห์
      - ทักษะการตอบคำถาม


    Application  (การประยุกต์ใช้)

           นำความรู้ที่ได้เรียนไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนกับเด็กพิเศษ  เราจะต้องจัดการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับอาการของเด็กเเต่ละคน สอนให้เด็กเข้าใจและสอนให้เด็กสามารถช่วยเหลือตนเองในชีวิตประจำวันได้  เมื่อเด็กมีอาการกำเริบเราสามารถนำความรู้ที่มีมาปฐมพยาบาลเบื้องต้นได้


    Technical  Education  (เทคนิคการสอน)
     
        - เทคการใช้สื่อในการสอน
        -เทคนิคการอธิบาย
        - เทคนิคการใช้ตัวอย่าง


     Evaluation (การประเมิน)

        Self  :  ตั้งใจเรียน   แต่งกายเรียบร้อย  เข้าใจในเนื้อหาที่เรียน
        Friend  :  ตั้งใจเรียน   ให้ความร่วมมือในการตอบคำถาม
        Teacher  :  อาจารย์สอนเข้าใจง่าย  โดยการยกตัวอย่างประกอบ  และมีการให้ความรู้เพิ่มเติมนอกสไลด์

วันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559


บันทึกอนุทิน ครั้งที่3

วิชา  การจัดประสบการณ์การศึกษาเเบบเรียนรวมสำหรับเด็กปฐมวัย
( Inclusive Education Experiences Management for Early Childhood )
อารจารย์ผู้สอน  อ.กฤต  แจ่มถิน
ประจำวัน  พุธที่   27 มกราคม  2559
  เวลา  08.30 -12.30 น.
กลุ่ม  102  ห้อง 224


เนื้อหาที่เรียน

    ประเภทของเด็กที่มีความต้องการพิเศษ
เด็กปัญญาเลิศ Gifted Child
  • เด็กที่มีความสามารถทางสติปัญญา 
  • มีความถนัดเฉพาะทางสูงกว่าเด็กในวัยเดียวกัน

ลักษณะของเด็กปัญญาเลิศ
  • พัฒนาการทางร่างกายและจิตใจสูงกว่าเด็กในวัยเดียวกัน
  • เรียนรู้สิ่งต่างๆได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย
  • อยากรู้อยากเห็นอย่างจริงจัง ชอบซักถาม
  • มีเหตุผลในการแก้ไขปัญหา การใช้สามัญสำนึก
  • จดจำได้รวดเร็วและแม่นยำ
  • มีความรู้ ใช้คำศัพท์เกินวัย
  • มีความคิดริเริ่ม มีวิธีการคิดและแนวคิดแปลกๆ
  • เป็นคนตื่นตัว เฉียบแหลม ว่องไว และช่างสังเกต
  • มีแรงจูงใจ และมีความมานะบากบั่นมรความจริงจังในการทำงาน
  • ชอบแสวงหาสิ่งท้าทายความคิดความอ่าน

เด็กปัญญาอ่อน
แบ่งตามระดับสติปัญญา (IQ) ได้4กลุ่ม
1.เด็กปัญญาอ่อนขนาดหนักมาก IQ ต่ำกว่า 20
2.เด็กปัญญาอ่อนขนาดหนัก IQ 20-34
3.เด็กปัญญาอ่อนขนาดปานกลาง IQ 35-49
4.เด็กปัญญาอ่อนขนาดน้อย IQ 50-70

ลักษณะของเด็กที่บกพร่องทางสติปํญญา
  • ไม่พูด หรือพูดได้ไม่สมวัย
  • ช่วงความสนใจสั้น วอกแวก
  • ความคิด และอารมณ์ เปลี่ยนแปลงง่าย รอคอยไม่ได้
  • ทำงานช้า
  • รุนแรงไม่มีเหตุผล
  • อวัยวะบางส่วนมีรูปร่างผิดปกติ กล้ามเนื้อทำงานไม่ประสานกัน
  • ช่วยตนเองได้น้อยกว่าเด็กในวัยเดียวกัน
Skill  (ทักษะ)

      - ทักษะการคิดวิเคราะห์
      - ทักษะการตอบคำถาม


    Application  (การประยุกต์ใช้)

           นำความรู้ที่ได้เรียนไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนกับเด็กพิเศษ  เราจะต้องจัดการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับอาการของเด็กเเต่ละคน สอนให้เด็กเข้าใจและสอนให้เด็กสามารถช่วยเหลือตนเองในชีวิตประจำวันได้  เมื่อเด็กมีอาการกำเริบเราสามารถนำความรู้ที่มีมาปฐมพยาบาลเบื้องต้นได้


    Technical  Education  (เทคนิคการสอน)
     
        - เทคการใช้สื่อในการสอน
        -เทคนิคการอธิบาย ยกตัวอย่าง
        - เทคนิคการใช้ตัวอย่าง


     Evaluation (การประเมิน)

        Self  :  ตั้งใจเรียน   แต่งกายเรียบร้อย  เข้าใจในเนื้อหาที่เรียน
        Friend  :  ตั้งใจเรียน   ให้ความร่วมมือในการตอบคำถาม แต่งกายเรียบร้อย
        Teacher  :  อาจารย์สอนเข้าใจง่าย  โดยการยกตัวอย่างประกอบ  และมีการให้ความรู้เพิ่มเติมนอกสไลด์